
การไม่ทำบาปทั้งปวง
หัวข้อที่ ๑. ที่ว่าการไม่ทำบาปทั้งปวงได้แก่การไม่ประพฤติผิด ในทุจริตธรรม ๓ อย่าง คือทางกาย ทางวาจา และทางใจ
แต่ควรประพฤติสุจริตธรรมแทน มีสุจริตทางกาย คือ ไม่ทำบาปด้วยกายมี ๓ อย่าง คือ
ไม่ฆ่าสัตว์ ๑, ไม่ลักทรัพย์ ๑, ไม่ประพฤติในกาม ๑, นี่จัดเป็นสุจริตทางกาย.
วจีสุจริต คือการไม่ทำบาปด้วยวาจา ๔ คือ
การไม่พูดเท็จคือพูดโกหก ๑,การไม่พูดด่าคือคำหยาบ ๑, การไม่พูดส่อเสียดคือพูดแทงใจคนให้เจ็บช้ำน้ำใจ ๑, การไม่พูดเพ้อเจ้อคือพูดทีเล่นทีจริงไร้สาระ ๑, นี่จัดเป็นสุจริตทางวาจา.
มโนสุจริต คือการไม่ทำบาปด้วยใจมี ๓ คือ การไม่คิดพยาบาทคิดปองร้ายใคร ๑, การไม่คิดโลภอยากได้ของๆเขา ๑, การไม่ไม่คิดเห็นผิดจากธรรมนองและครองธรรม ๑, นี่จัดเป็นสุจริตทางใจ.
รวมการไม่ทำบาปทั้งหมดนี้คือ สุจริตธรรม คือไม่ควรประพฤติในทุจริตธรรมทางกาย ทางวาจา และทางใจ ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับสุจริตธรรม ควรประพฤติแต่สุจริตธรรมไว้เสมอ จะทำให้จิตเป็นบุญเป็นกุศล

การทำความดีให้ถึงพร้อม
หัวข้อที่ ๒. ที่ว่าการทำกุศลให้ถึงพร้อมก็คือ การรู้ในการดำริชอบ เพื่อไม่ให้จิตเกิดอกุศล พระพุทธองค์จึงได้ทรงให้เรา
ดำริในการออกจากกาม ๑, ดำริในการไม่มุ่งร้าย ๑, ดำริในการไม่เบียดเบียน ๑, เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเหตุให้จิตเกิดอกุศล มีโลภ โกรธ หลง ครอบงำจิตอยู่
การทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว”
หัวข้อที่ ๓. ที่ว่าการชำระจิตของตนให้ขาวรอบ เมื่อเรามีความเพียรชอบในการเจริญสติด้วยธัมมะภาวนา จนจิตมีสติทำความสงบนิ่งได้แล้ว ก็ควรที่จะมีการตามดูรู้เห็นจิตของตนไว้เสมอ อย่าให้จิตมาร มาคอยดลจิตดลใจให้จิตนึกไปในสิ่งที่ล่วงไปแล้ว
ให้เราพิจารณาถึงความไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งที่กำลังนึก-คิดนั้น เพราะเป็นเหตุให้จิตเกิดทุกข์ ความยึดถือในสิ่งที่นึก-คิดนั้นจัดเป็นสมุทัย คือใจเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ ควรละความยึดมั่นถือมั่น ในการนึก-คิดนั้นเสีย เมื่อเรารู้พิจารณาทำได้อย่างนี้ไว้ตลอดก็จัดเป็นผู้รู้ชำระจิตของตน จะทำให้จิตของเรามีความขาวรอบยิ่งขึ้น มีความผ่องใสมีสติปัญญา ควรต่อการบรรลุในคุณธรรมที่สูงยิ่งๆขึ้นไป จนบรรลุในพระนิพพานได้

“๏ ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา
๏ นิพพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา
๏ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต“
๏ สพฺพปาปสสฺ อกรณํ
๏ กุสลสฺสูปสมฺปทา
๏ สจิตฺต ปริโยทปนํ
๏ อนูปฆาโต
๏ ปาติโมกฺเข จ สํวโร
๏ มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ
๏ ปนฺตญฺจ สยนาสํ
๏ อธิจตฺเต จ อาโยโค
๏ เอตํ พุทธาน สาสนํ”
“ขันติคือความอดทนเป็นตบะอย่างยิ่ง
บรรพชิตคือนักบวช ผู้ยังทำร้ายผู้อื่นอยู่ ผู้เบียดเบียนผู้อื่นอยู่
ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย
การไม่ทำบาปทั้งปวง
การยังกุศลให้ถึงพร้อม
การทำจิตของตนให้ผ่องใส
นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
การไม่กล่าวร้าย ๑
การไม่ทำร้าย ๑
ความสำรวมในพระปาติโมกข์ ๑
ความเป็นผู้รู้ประมาณในภัตตาหาร ๑
ที่นอนที่นั่งอันสงัด ๑
การประกอบความเพียรในอธิจิต ๑
ธรรมหกอย่างนี้ เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.”
ที่มา : http://www.phuttha.com/
0 comments:
Post a Comment